รู้จัก! โรคร้าย กิ่งแห้งจากฟิวซาเรียม ก่อนลุกลามเข้าสวนทุเรียน
ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์
ปัจจุบันในการปลูกทุเรียนเกษตรกรต้องพบกับโรคต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากโรครากเน่าโคนเน่าที่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดในทุเรียนแล้ว ยังมีโรคกิ่งแห้งที่พบเข้าทำลายทุเรียนในหลายพื้นที่เพาะปลูก โดยทำให้ต้นทุเรียนที่เป็นโรคมีอาการกิ่งแห้ง ใบจะเหลืองและหลุดร่วง ส่งผลให้ต้นทุเรียนมีอาการทรุดโทรม ซึ่งในอดีตอาการกิ่งแห้งส่วนใหญ่จะเกิดจากโรคราสีชมพู ต่อมาในปี พ.ศ.2562 พบโรคกิ่งแห้งนี้ที่เกิดจากเชื้อรา Fusarium species ได้แก่ ฟิวซาเรียม โซลาไน (Fusarium solani) และ ฟิวซาเรียม อินคาร์นาทัม (Fusarium incarnatum) เป็นต้น
ความสำคัญ
โรคกิ่งแห้งมีการระบาดในหลายพื้นที่ปลูกทุเรียน จะรุนแรงมากในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงหรือช่วงปีที่มีฝนชุก และมักพบการเข้าทำลายร่วมกับโรครากเน่าโคนเน่า ในบางพื้นที่อาจพบโรคกิ่งแห้งเข้าทำลายทุเรียนที่อายุน้อยได้ ทำให้ต้นทุเรียนถึงตายได้ เชื้อฟิวซาเรียมเป็นเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ในดินได้นาน เมื่อเข้าทำลายต้นทุเรียนจะสร้างสปอร์จำนวนมากที่สามารถแพร่ไปกับลม ฝน หรือติดไปกับมอดที่เข้าทำลายต้นทุเรียนได้ จึงทำให้โรคนี้แพร่ระบาดได้ง่าย
ลักษณะอาการ
จะทำให้กิ่งแห้งจากปลาย ถ้าในสภาพอากาศชื้นจะพบเชื้อราเจริญสีขาวฟูอยู่ที่กิ่ง เชื้อราเข้าทำลายเนื้อเยื่อด้านกิ่งในมีสีน้ำตาลเข้มทำให้กิ่งเปราะแห้งและหักง่าย ใบที่อยู่ที่กิ่งจะแสดงอาการเหลืองและร่วง ถ้าเป็นมากจะทำให้ต้นโทรม อาการของโรคจะมีความสัมพันธ์กับการเข้าทำลายของมอดเจาะกิ่งหรือลำต้น ถ้ามีการเข้าทำลายของมอดมากจะทำให้การระบาดของโรคมีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถพบเชื้อเข้าทำลายบนบริเวณบาดแผลที่เกิดจากโรครากเน่าโคนเน่าได้ด้วย

เทคนิคการจัดการโรค
- สิ่งสำคัญที่สุด เกษตรกรควรเน้นที่การจัดการสวนให้สภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการเกิดโรค ตั้งแต่การวางระยะปลูกที่ไม่หนาแน่นเกินไป การหมั่นตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งมีแสงแดดส่องได้ไม่ปล่อยให้รกทึบ กิ่งที่อยู่ซ้อนชิดกันควรตัดออกเพราะจะทำให้กิ่งที่อยู่ด้านล่างไม่โดนแสงมีความชื้นสูงและเกิดโรคได้ หมั่นสังเกตตามท้องกิ่งถ้าพบโรคให้ตัดแต่งกิ่งหรือถากส่วนที่เป็นโรคออกไปทำลายนอกแปลงปลูก
- การถากเปลือกเพื่อรักษาแผลจากโรครากเน่าโคนเน่า ควรถากเปลือกให้สะอาดเพราะเชื้อราฟิวซาเรียมสามารถเจริญบริเวณแผลที่มีความชื้นได้

- การควบคุมโดยใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราพ่น เช่น อะซ็อกซี่สโตรบิน+ไดฟีโนโคนาโซล คาร์เบนดาซิม คอปเปอร์ ไฮดรอกไซด์ ไดฟีโนโคนาโซล เฮกซาโคนาโซล ไฮเมกซาโซล แมนโคเซบ+วาลิฟีนาเลท ฟอสโฟนิกแอซิดหรือไพราโคลสโตรบิน เป็นต้น ควรใช้สารข้างหมุนเวียนกันเพื่อลดการดื้อยาของเชื้อโรค

- หมั่นสำรวจมอดเจาะกิ่งหรือลำต้น โดยถ้าพบการระบาดให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น สารฟิโพรนิลหรือคาร์บาริล พ่นบริเวณที่มีมอดระบาด เป็นต้น



